elephant.jpg (8017 bytes)

elephant1.jpg (18122 bytes)

ดำเนินการโดย  คุณพากเพียร วิริยะพันธุ์

บทความเรื่อง ช้างทองแดง จากหนังสือพลอยแกมเพชร ฉบับที่ 136 ปักษ์หลัง เดือน กันยายน 97

        จากแยกบางนาเข้ามาตามถนนสุขุมวิทสายเก่า เลยแยกบางพลี พระประแดงมาไม่ไกล ด้านซ้ายมือ พอพ้นโค้งถนนมาจะเห็นเครื่องหมายเบนซ์ ของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ บนพื้นที่ด้านหน้าของบริษัท กำลังมีการก่อสร้างบางอย่างที่สูงมาก ความสูงนั้นไม่สะดุดตาเท่ารูปทรงแปลกตา

ใครสร้าง สร้างเพื่ออะไร

      เจ้าของความคิดที่ทำให้เกิดตึกสูงเป็นรูปทรงช้างเอราวัณนี้คือ  คุณเล็ก วิริยะพันธ์ หรือ เสี่ยเล็ก            ผู้สร้างเมืองโบราณที่ปากน้ำ และ ปราสาทไม้ที่พัทยา (กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง)

boran.jpg (11102 bytes)  palace.jpg (12356 bytes)

      คุณพากเพียร วิริยะพัน ผู้รับผิดชอบโครงการฯเล่าว่า เสี่ยเล็กมีความคิดที่อยากจะสร้างงานประติมากรรม เป็นช้างเอราวัณมานานแล้ว จึงได้จัดทำโมเดลหรือแบบ จำลองที่ทำจากขี้ผึ้งในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เป็นต้นแบบขึ้นมา   แต่กว่าจะลงมือสร้างเป็นรูปทรงขึ้นมาได้ ก็ต้องผ่านการศึกษากันหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของโครงสร้าง วัสดุที่ใช้ หรือแบบสุดท้ายที่จะทำออก มาจริงจุดประสงค์ของการสร้างช้างเชือกใหญ่นี้มิใช่เป็นเพียงให้เป็นประติมากรรมอวดโครงสร้างภายนอกเท่านั้น แต่ภายในเจ้าของได้คิดไว้แล้วว่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาศิลปะวัตถุโบราณวัตถุของไทยที่เก็บสะสมมานาน และเปิดให้เข้าชม

        ช้างเชือกนี้สูงเท่ากับตึกสูงประมาน 17 ชั้นความสูงจากพื้นดินถึงยอด 50 เมตร ตัวช้างไม่ได้ตั้งอยู่บนพี้น แต่มีฐานที่สร้างเป็นตัวอาคารรองรับอีกชั้นหนึ่ง ตัวอาคารข้างล่างมีระเบียงรอบเป็นวงกลม เข้ามาในอาคารได้ หลายประตู เมื่อเดินเข้ามาจะเป็นเหมือนห้องโถง   ตรงกลางโถงเป็นซุ้ม   โอบรอบด้วยบันไดวน 2 ข้าง ที่ขึ้นมา บรรจบกันตรงชั้น 1 ความวิจิตรบรรจงเริ่มตั้งแต่ตรงนี้

        การออกแบบก่อสร้างได้คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยควบคู่ไปกับความสวยงามทางศิลปะ ทุกขั้นตอนการ           ทำงาน เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการเขียนแบบสำเร็จไว้ก่อน แต่ละส่วนของงานใช้การประกวดแบบเพื่อหา ผู้ที่ทำออกมาได้ดีที่สุดมารับผิดชอบ ถ้าทำแล้ว ไม่ดีไม่สวยก็รื้อออกทำใหม่จนกว่าจะเป็นที่พอใจ

       ลักษณะเด่นอีกอย่างของช้างสามเศียรเชือกนี้อยู่ที่วัสดุที่นำมาทำผิวช้าง   เพระทำจากทองแดง ผู้รับผิดชอบโครงการฯบอกว่า ก่อนจะมาจบลงที่ทองแดงบริสุทธ์มีการเสนอวัสดุหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์กลาส เหล็ก ดีบุก ฯลฯ      

e2.JPG (4450 bytes) e3.JPG (4162 bytes) e4.JPG (4688 bytes)

       แรกที่เดียวชี่งใจกันระหว่างดีบุกกับทองแดง   แต่ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจเลือกทองแดงบริสุทธิ์ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจะมีสนิมสีเขียวจับ   ทำให้ผิวข้างมีลวดลายขึ้นมา   ที่สำคัญคือเป็นวัสดุที่คงทนอยู่ได้นาน การก่อสร้างใช้วิธีทำโครงสร้างช้างขึ้นมาก่อน แล้วจึงปิดหุ้มด้วยแผ่นทองแดงที่จะเชื่อมให้เหลื่อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารั่วซึม การทำผิวช้าง ช่างจะต้องดูในเรื่องความโค้งนูนของพื้นผิวแต่ละช่วง ดูความสวยงานลงตัวสมส่วนของ งวง งา   และเครื่องทรงของช้างที่ใช้วัสดุชนิดเดียวกัน

        เมื่อช้างสามเศียรเชือกนี้สร้างเสร็จ บริเวณรอบๆ อีกหลายสิบไร่จะกลายเป็นอุทยานขนาดใหญ่ มีทั้งต้นไม้ น้ำตก ลำคลอง เปิดให้ผู้ที่เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ได้เข้ามาผักผ่อนหย่อนใจกันด้วย วันนี้ชมโครงสร้างและงานในขี้นตอนกันก่อน อีกไม่นานเมื่อช้างเชือกนี้เผยโฉมที่สมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายในทางโครงการฯ ยินดีเผยแพร่ให้รับทราบอีกแน่นอน

เพราะ นี่คืองานศิลปะที่ยิ่งใหญ่…………ฝีมือคนไทย

บทความเรื่อง พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร จากหนังสือ อาษา ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2542

 3head.jpg (7758 bytes)

        ในอดีตช้างได้รับเกียรติให้เป็นราชพาหนะและเป็นสัตว์คู่บุญบารมีของพระมหากษัตริย์ เชื่อกันว่าถ้าในรัชกาลใด มีช้างเผือกมาสู่พระบารมี บ้านเมืองจะรุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุข ความสำคัญของช้างยังปรากฏในตราแผ่นดินในธงชาติสยาม ได้รับการกล่าวถึงในสุภาษิตคำพังเพย หลายความหมาย มีการสร้างรูปช้างไว้ในวัตถุสำคัญต่างๆ ช้างที่คนไทยมักจะ ได้ยินชื่อกันบ่อย และให้ความสำคัญคือ ช้างเอราวัณ

        ช้างเอราวัณ เป็นช้างพาหนะของพระอินทร์เมื่ออยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามปกติจะเป็นเทวดา มีนามว่า เอราวัณเทพบุตร   เมื่อพระอินทร์จะเสด็จไปที่ใดก็จะทรงระลึกถึงเอราวัณเทพบุตรก็จะมาปรากฏกาย เฉพาะพระพักตร์ แล้วแปลงร่างเป็นช้างเผือก มีกายสีขาวสุง 150 โยชน์ ตามตำราฝ่ายฮินดูว่ามี 3 เศียร แต่ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาว่ามี 33 เศียร เศียรที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่ เป็นที่ประทับของพระอินทร์หรือท้าวสักกะ และเทพบุตรผู้เป็น สหายเหนือ เศียรช้างเศียรนี้ขึ้นไป มีแท่นแก้วใหญ่ และมีปราสาทกั้นอยู่ตรงกลาง มีธงแก้วเรียงรายอยู่รอบ เมื่อแกว่งไปมาจะมีเสียง ไพเราะ ส่วนเศียรช้างอีก 2 เศียร จะมีเทพบุตรซึ่งเป็นบริวารอีก 32 องค์ ประทับอยู่

       ลักษณะของเศียรช้าง 33 เศียร แต่ละเศียรมี 7 งา และแต่ละงามี 7 สระ แต่ละสระมีกอบัว 7 กอ แต่ละกอบัว        มีบัว 7 ดอก แต่ละดอกมี 7 กลีบ แต่ละกลีบมี เทพธิดา 7 องค์ และแต่ละองค์ มีบริวารอีก 7 นาง

        ตามปกติแล้วในงานศิลปะของไทย โดยทั่วไปมักลดรูปช้างเอราวัณลงเหลือเพียง 3 เ ศียร ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะการแสดงเศียรทั้ง 33 นั้น เป็นเรื่องที่ทำให้สวยงามได้ยาก แต่ก็มีตัวอย่างที่แสดงไว้เป็น                             ช้าง 33 เศียรบ้างเหมือนกัน โดยจะทำเป็นเศียรขนาดเล็กๆ รวมกันเป็นหมู่

       สำหรับตึกสูงรูปทรงช้างเอราวัณแห่งนี้ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2537 ผู้คิดก่อสร้างงานศิลปะนี้ คือ คุณเล็ก วิริยะพันธ์ โดยจัดทำเป็นโมเดล หรือแบบจำลองที่ทำมาจากขี้ผึ้งในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เป็นต้นแบบขึ้นมา

       จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาศิลปวัตถุ โบราณวุตถุที่เก็บสะสมมานานและ พื้นที่บริเวณ โดยรอบอีกหลายสิบไร่จะจัดให้เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีทั้ง ต้นไม้ น้ำตก ลำคลอง เพื่อให้ผู้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ได้มาพักผ่อนหย่อนใจ

        อาคารนี้ มีความสูงเท่ากับตึกสูงประมาณ 17 ชั้น ความสูงจากพื้นดินถึงยอด 50 เมตร ตัวอาคารด้านล่าง มีระเบียงรอบเป็นวงกลม มีทางเข้าภายในอาคารได้หลายทาง การออกแบบก่อสร้างได้คำนึงถึงประโยชน์ ใช้สอยควบคู่กันไปกับความสวยงามทางศิลปะ ทุกขั้นตอนการทำงานได้มีการศึกษาทั้งในเรื่องโครงสร้าง วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอย่างอะเอียดถี่ถ้วน การทำงานจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ลัษณะอาคารมี 5 ชั้น

        1. ห้องนิทรรศการ                                                         2. ห้องโถง มีประตูซุ้มใหญ่ 8 ซุ้ม

        3. ชั้นพักบันได และเข้าลิฟท์                                         4. ชั้นลอย มีห้องพักรอก่อนขึ้นชั้นบน

       5. ห้องท้องช้าง เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ

       เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคาร จะเป็นเหมือนห้องโถง ตรงกลางโถงเป็นซุ้มโอบรอบด้วยบันไดวน 2 ข้าง ที่ขึ้นมาบรรจบกัน ในส่วนนี้ช่างปูนปั้นฝีมือดีจากเพชรบุรีเป็นผู้ออกแบบและดูแลการทำงาน ซึ่งต้องใช้คน      ไม่น้อยกว่า 30 คน ปูนปั้นที่ใช้ในงานนี้เป็นปูนปั้นที่ทำมาจากหินฟูลออลไรท์ จึงมีสีขาวต่างจากปูนซีเมนต์ ช่างจะปั้นเป็นดอกเป็นลายที่ละดอก ไม่ได้ทำเป็นแบบหล่อขึ้นมา แต่ละส่วนจึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

       จากชั้นหนึ่งขึ้นบันไดเวียนไปถึงบริเวณห้องท้องช้าง ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของอาคารเป็นห้องแสดงศิลปวัตถุใน ส่วนนี้จะมีเหล็กที่ก่อสร้างขึ้นมาเป็นคาน   เพื่อแบกรับน้ำหนักของโครงสร้างส่วนบนทั้งหมดพาดไปมา คานส่วนนี้ทำขึ้นเพื่อรับน้ำหนักส่วนที่เป็นหัวช้างทั้ง 3 หัว ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน

        ส่วนของเพดานนั้นใช้กระจกสีออกแบบเป็นรูปแผนที่โลก   ช่างชาวเยอรมันกำลังทำงานส่วนนี้   เมื่อเสร็จเรียบร้อยจะเหมือนหลังคาโลก   ส่วนวัสดุที่นำมาทำผิวช้าง ผู้รับผิดชอบโครงการเลือกใช้ทองแดงบริสุทธิ์ เมื่อเวลาผ่านไปจะมีสนิมสีเขียวจับ ทำให้ผิวช้างมีลวดลายและเป็นว้สดุที่คงทนอยู่ได้นาน

             วิธีเคาะขึ้นรูปนี้   ตุณรักชาติ  ศรีจันทร์เคน ได้คิดค้นวิธีทำขึ้นมาเอง เป็นรูปปฏิมากรรมลอยตัว วิธีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก   จึงกล่าวได้ว่า   เป็นงานปฏิมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะด้วยมือเป็นแห่งแรก ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  

  e7.JPG (3540 bytes) e8.JPG (4434 bytes)e6.JPG (3131 bytes)

|สมุทรปราการ | งานเจดีย์  | ภาพงานเจดีย์1,2 | ผู้ว่าราชการจว.| สป.รอบสัปดาห์ | | ลงโฆษณาฟรี [ร.ร.ศรีวิทยาปากน้ำ | ข่าว ศ.ว.ป. ] ประมวลภาพ   1 2  3 4   5 |

|งานชุมนุมลูกเสือโลก||ร่วมเป็นเจ้าภาพ|คณะกรรมการ|| ร.ร.มีเว็บไซต์ในจ.สมุทรปราการ|พิพิธพัณฑ์ช้างเอราวัณ

โปรดเซ็นเยี่ยม  Guestbook by GuestWorld  เชิญอ่านสมุดเซ็นเยี่ยม

    เชิญชมภาคภาษาอังกฤษได้ที่   http://www.sriwittayapaknam.ac.th  

สนับสนุนโดย ขอขอบคุณ